ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น “จาก บิ๊กป๋อม สู่ บิ๊กแปม” บริหารทีมผงาดแชมป์เอเชีย

ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น “จาก บิ๊กป๋อม สู่ บิ๊กแปม” บริหารทีมผงาดแชมป์เอเชีย

วงการฟุตซอลไทยรู้จัก “บิ๊กป๋อม” อดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ มาอย่างยาวนาน ประมาน 20 ปี ที่สร้างให้ฟุตซอลไทย เติบโตอย่างมั่นคง และแข็งแกร่งมากขึ้นมาตลอด

แต่ในวันที่ ต้องมีทายาท ตระกูล เบ็ญจศิริวรรณ ที่จะเข้ามาดูแลฟุตซอลในอนาคต ก็ดูจะสดใส เมื่อลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ “บิ๊กป๋อม” อย่าง ธัชภัทร์ เบ็ญจศิริวรรณ หรือ “แปม” เข้ามารับช่วงต่อการทำทีม พีทีที บลูเวฟ ชลบุรี ก่อนสร้างความสำเร็จระดับเอเชีย

“แปม” ธัชภัทร เป็นลูกชายคนเล็ก ในครอบครัวของ “บิ๊กป๋อม” อดิศักดิ์ เบ็ญจศิริวรรณ และภรรยา ด้วยดีเอ็นเอของพ่อที่คลุกคลีกับฟุตซอลมาตั้งแต่ เกือบ 20 ปีก่อน ทำให้ แปม เติบโต และรู้จักฟุตซอลมาตั้งแต่ 5 ขวบ และซึมเข้าร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว

จนถึงช่วงที่จบการศึกษา ที่ “ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ ซานฟรานซิสโก”  สาขาบริหารการตลาด “บิ๊กแปม” ก็กลับมาช่วยงานพ่อ หลังจาก บลูเวฟ ที่คว้าแชมป์เอเชียครั้งแรก เมื่อปี 2013 และภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงของสมาคมฟุตบอล “บิ๊กป๋อม” กลับขึ้นไปเป็น ประธานพัฒนาฟุตซอลอีกครั้ง, บลูเวฟ เลยต้องเปลี่ยนแปลง และ แปม ก็เข้ามารับช่วงต่อในตำแหน่งประธานสโมสร

“บิ๊กแปม” พัฒนาสโมสรฟุตซอล เล็กๆของประเทศ ให้คนรู้จักมากขึ้น จัดกิจกรรมส่งเสริมแฟนบอลให้เหนียวหนึบกับ บลูเวฟ มากขึ้น และที่สำคัญปีนี้ได้สปอนเซอร์ใหญ่เข้ามาสนับสนุนอย่าง กลุ่ม ปตท ทำให้ทีมมีเม็ดเงินมากขึ้นอีกพอตัว จนในที่สุด ก็สามารถคว้าแชมป์เอเชียมาครองได้ แบบที่ผู้เป็นพ่อเคยทำไว้เมื่อปี 2013

“บิ๊กป๋อม” อดิศักดิ์ พูดถึงลูกชาย ในฐานะ “พ่อ” ว่า ตัวเขาเองรู้สึกเกินกว่าความภาคภูมิใจ ผลผลิตที่อยู่ในดีเอ็นเอรายนี้ สร้างผลงานชิ้นโบว์แดง ด้วยการผลักดันบลูเวฟเถลิงแชมป์เอเชีย และทำได้ดีกว่าที่สมัยเขายังรับตำแหน่งประธานสโมสรเสียอีก, บิ๊กป๋อม ชี้ถึงความสำเร็จของลูกชายคือ ความผิดพลาด เมื่อ 2 ครั้งที่ผ่านมาในชิงแชมป์สโมสรเอเชีย โดยปี 2015 ตกรอบแรก และปี 2016 พลาดในวินาทีสุดท้ายของรอบรองชนะเลิศ เป็นบทเรียนสำคัญของตัวลูกชายตัวเอง

แต่ด้วยความเป็นพ่อ ก็ยังสอนเอาไว้ด้วยว่า “นี่คือก้าวแรกของ ความสำเร็จเท่านั้น เมื่อเริ่มต้นได้ดีแล้ว มันจะเป็นภาระที่หนักในก้าวต่อๆไป ขอแค่อย่าท้อ และเรียนรู้กับมัน”

ขณะที่ทางด้าน “บิ๊กแปม” ประธานหนุ่มวัย 24 ปี ได้พูดถึงอนาคตของทีม พีทีที บลูเวฟ ชลบุรี เอาไว้ว่า เขาอยากทำทีมให้ไกลที่สุด ตอนนี้ระดับเอเชีย กลายเป็นเบอร์ 1 ไปแล้ว แต่อยากประกาศศักดาในระดับโลก, ส่วนในเรื่องของแฟนบอล ปีนี้ ทีมมีของที่ระลึกขายเอง, มีการเปิดคลีนิคฟุตซอลให้มีคนรู้จักมากขึ้น และที่สำคัญ แชมป์เอเชีย หนนี้ คนรู้จักพีทีที บลูเวฟ ชลบุรี มากขึ้น อย่างแน่นอน

คำว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น น่าจะเหมาะสมที่สุด สำหรับพ่อลูกคู่นี้ จุดดีจุดด้อย มีการบ้านที่แก้ไขไปหมดแล้ว ซึ่งอนาคตของ บลูเวฟ ก็จะควบคู่ไปกับ อนาคตของ วงการฟุตซอลไทย, และต้องดูว่า เลือดใหม่ของฟุตซอลไทย จะไปได้ไกลขนาดไหน


ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *